ทิปส์เด็ด

มัดใจพนักงานอยู่หมัดด้วยรูปแบบการทำงานที่บ้าน

15 ธันวาคม 2560



สำหรับองค์กรหรือคนเป็นนายจ้าง การสร้างแรงจูงใจให้พนักงานของตนมีไฟในการทำงาน กระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรู้สึกมีอิสระในการคิดนอกกรอบ ถือเป็นภารกิจท้าทายที่ทุกองค์กรไม่อาจมองข้ามไป บรรดาบริษัททั้งหลายจึงต้องสรรหาวิธีต่างๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน เช่น วิธียอดฮิตอย่างการมอบรางวัลตอบแทนตามความสามารถ แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่หลายองค์กรในประเทศแถบตะวันตก รวมถึงเอเชียเริ่มนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานยิ่งขึ้น คือ “รูปแบบการทำงานที่บ้านและการทำงานทางไกล” แล้วข้อดีของมันคืออะไร ได้ผลจริงๆ หรือไม่ ตามเรามาหาคำตอบกันเลย

สุขมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานก็มากขึ้น

การทำงานที่บ้านและการทำงานทางไกล เป็นรูปแบบการทำงานแบบใหม่ที่เกิดจากการนำเอาความก้าวหน้าของการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของรูปแบบการทำงานลักษณะนี้หลายชิ้น ซึ่งผลงานที่น่าสนใจอยู่ในบทความของ Aline Tugend บนเว็บไซต์ New York Times ที่อ้างอิงถึงการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานทางไกลในปี 2013 จากความร่วมมือกันของ Nicholas Bloom ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา และ Crisp เอเจนซี่ท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่สัญชาติจีน ในการทดลองนี้มีพนักงานที่อาสาเข้าร่วมโครงการ 250 คน โดยสุ่มแบ่งกลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งให้ทำงานที่บ้าน ส่วนที่อีกครึ่งหนึ่งให้ยังคงนั่งทำงานในออฟฟิศตามปกติเป็นระยะเวลา 9 เดือน พบว่าพนักงานที่ทำงานที่บ้านนั้นมีความสุขมากกว่า มีแนวโน้มที่จะลาออกน้อยกว่า และที่สำคัญยังทำงานได้มีประสิทธิภาพดีกว่าอีกด้วย

ถึงกระนั้น หลายคนคงอาจเกิดข้อสงสัยอีกว่า ถ้าเกิดบริษัทของเราอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ แล้วพวกเขาจะยังคงขยันขันแข็งเหมือนการมาทำงานที่ออฟฟิศหรือไม่ ประเด็นนี้ Aliah D. Wright เผยถึงผลสำรวจในเว็บไซต์ Society for Human Resource Management ว่า พนักงานมีแนวโน้มที่จะขยันทำงานมากขึ้นเมื่อได้ทำงานที่บ้าน และที่น่าสนใจ คือ มี 23% บอกว่าพวกเขาเต็มใจทำงานมากขึ้นกว่าตอนที่ทำงานในออฟฟิศตามปกติ

สำหรับในประเทศไทยเองก็เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับผลลัพธ์อันเกิดจากรูปแบบการทำงานที่บ้านหรือการทำงานทางไกลไว้ด้วยเช่นกัน เขียนโดย มนัสนันท์ ศรีนาคาร และ พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ เรื่องการทำงานทางไกลและที่บ้าน ตีพิมพ์ในวารสารการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการศึกษาพบว่า พนักงานที่ทำงานทางไกลและที่บ้าน นอกจากจะมีความสุข มีสุขภาพจิตดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าแล้ว ยังช่วยให้มีผลงานมากกว่า อีกทั้งเนื้องานที่ออกมาก็ยังมีคุณภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำงานเข้าออฟฟิศตามปกติ

ลาก่อนปัญหาพนักงานขาด ลา มาสาย

หลายบริษัทอาจกำลังประสบกับปัญหาพนักงานขาด ลา มาสาย บ่อย เนื่องจากมีพนักงานที่พักอาศัยอยู่ไกลออฟฟิศ สุขภาพไม่เอื้ออำนวย หรือกำลังอยู่ในช่วงลาหยุด รูปแบบการทำงานที่บ้านก็อาจเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยลดปัญหาดังกล่าวที่ทำให้งานไม่คืบหน้าได้ เพราะพนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ รวมทั้งยังเหมาะกับลูกจ้างบางคนหรือบางสายงานที่ต้องการความยืดหยุ่นเรื่องเวลาเข้างาน ทำให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการเวลาได้เอง ไม่ต้องเครียด หรือเหนื่อยล้ากับการเดินทางฝ่าฝนตก รถติด จนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย

จากข้อดีและผลการสำรวจที่รวบรวมมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารูปแบบการทำงานที่บ้านและการทำงานทางไกล ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมความสุขในการทำงานให้กับพนักงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กรโดยรวมด้วย จึงนับเป็นรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจและน่าจะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับหลายองค์กรได้ไม่มากก็น้อย